คุณอาจเกิดเครื่องหมายคำถามขึ้นในใจก็ได้ หากผมบอกว่า-เหตุการณ์นํ้ามันรั่วที่เสม็ด ทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์นํ้ามันรั่วที่ซานตาบาร์บารา

            ทำไมต้องซานตาบาร์บารา?

            นํ้ามันรั่วออกจะมากมายหลายครั้งในประวัติศาสตร์ แล้วทำไมต้องนึกถึงเหตุการณ์นํ้ามันรั่วครั้งนั้นด้วย ทั้งที่มันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเนิ่นนานมาแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. 2512 โน่น

            คำตอบก็คือ แม้โลกนี้จะมีเหตุการณ์นํ้ามันรั่ว หรือที่เรียกว่า Oil Spill หลายต่อหลายครั้ง แต่มีไม่มากครั้งนักหรอกครับ ที่เป็นเหตุการณ์นํ้ามันรั่วที่ถูกพัดพาไปกระทบกับ ‘แหล่งท่องเที่ยว’ โดยตรง เหมือนกับที่เกิดขึ้นที่เสม็ด 

 

            เหตุการณ์ที่เรียกว่า Oil Spill นั้น ไม่จำเป็นต้องเป็นการรั่วไหลของนํ้ามันในทะเลเสมอไปนะครับ อาจเกิดบนบกก่อนแล้วค่อยไหลลงทะเลก็ได้ ที่สำคัญก็คือ ไม่จำเป็นต้องเป็น ‘อุบัติเหตุ’ เสมอไปด้วย เพราะเหตุการณ์นํ้ามันรั่วครั้งใหญ่ที่สุดในโลกเท่าที่เคยเกิดขึ้น ถ้าคุณยังจำกันได้-ก็คือเหตุการณ์ในคูเวต เมื่อซัดดัม ฮุสเซน พ่ายแพ้สงครามอ่าว และสั่งให้มีการเผาบ่อนํ้ามันเพื่อป้องกันไม่ให้นํ้ามันตกไปอยู่ในมือของอเมริกัน ผลก็คือมีการสูญเสียนํ้ามันมากถึง 380-520 ล้านแกลลอน ซึ่งถือว่าเป็นครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยในครั้งนั้น นํ้ามันหนาถึง 4 นิ้ว ไหลลงไปในอ่าวเปอร์เซียกินพื้นที่กว้างถึง 4,000 ตารางไมล์

            ส่วนครั้งร้ายแรงอีกครั้งที่หลายคนคงจำกันได้ดี เพราะเพิ่งเกิดในปี 2010 ที่ผ่านมา คือเหตุการณ์น้ำมันรั่วไหลของบริษัทบีพีที่เรียกว่า Deep Water Horizon Oil Spill ซึ่งน่าเป็น ‘อุบัติเหตุ’ นํ้ามันรั่วไหลที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์โลก มีนํ้ามันรั่วไหลมากถึงราว 206 ล้านแกลลอน และยังคงส่งผลเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลและชายฝั่งมาจนถึงทุกวันนี้

            บางครั้งเหตุการณ์นํ้ามันรั่วก็เกิดนอกชายฝั่งไกลมากเสียจนไม่มีการทำอะไร นอกจากปล่อยให้นํ้ามันย่อยสลายตัวไปเอง อย่างเช่นเมื่อเรือบรรทุกนํ้ามันโอดิสซีย์เกิดอุบัติเหตุขึ้นในปี 1988 ที่นอกชายฝั่งโนวาสโกเทียไกลถึง 700 ไมล์ทะเล แม้จะมีนํ้ามันรั่วไหลมากถึง 40.7 ล้านแกลลอน แต่เพราะอยู่ห่างชายฝั่ง จึงไม่มีผลเสีย ‘ที่มองเห็นได้’ และกระทบต่อระบบนิเวศบนบก จึงไม่ค่อยเป็นข่าวโด่งดังมากนัก ไม่เหมือนกับเหตุการณ์นํ้ามันรั่วที่ส่งผลเสียหายต่อชายฝั่ง โดยเฉพาะเมื่อชายฝั่งนั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยว ก็ยิ่งเป็นที่พูดถึงมาก

            เหมือนกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่เสม็ด และที่ซานตาบาร์บารา!

            ผมเคยไปเมืองเล็ก ๆ ริมชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกอันงดงามแห่งนั้นสองครั้ง

            ที่จริงแล้ว ซานตาบาร์บาราเป็นเมืองมหาวิทยาลัย แต่ด้วยความที่เป็นเมืองที่มีภูมิอากาศอย่างที่เรียกกันว่าแบบเมดิเตอร์เรเนียน ซานตาบาร์บาราจึงได้ชื่อว่าเป็น ‘ริเวียร่า’ แห่งอเมริกา แม้เป็นเมืองเล็กๆ มีประชากรไม่ถึงแสนคน แต่ซานตาบาร์บาราเป็นเมืองที่มีเสน่ห์ ด้วยสถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นมาแบบสเปนผสมมัวร์ที่ใจกลางเมือง รวมถึงอาคารอื่น ๆ อาทิเช่น คอร์ทเฮาส์ มิชชั่น (ได้ชื่อว่าเป็น ‘ราชินีแห่งมิชชั่น’) โบสถ์ ฯลฯ แถมเมืองยังอยู่ไม่ห่างจากมหาสมุทร และมีชายฝั่งที่กว้างและยาว เวลาไปซานตาบาร์บาราจึงเหมือนได้ไปเที่ยวยุโรป โดยเฉพาะสเปน แต่เป็นสเปนที่มีความเป็นอเมริกันอยู่เต็มเปี่ยม

            ที่สำคัญ ยังมีงานที่เรียกว่า Fiesta หรือ Old Spanish Days ที่มีการเฉลิมฉลองทุกปีในฤดูร้อนด้วย ทั้งยังมีเทศกาลดนตรี เทศกาลศิลปะ เทศกาลภาพยนตร์ และอื่น ๆ อีกมากที่เป็นตัวดึงดูดนักท่องเที่ยว ผลก็คือซานตาบาร์บารามีลักษณะเป็น ‘เมืองท่องเที่ยว’ เต็มตัว

            แล้วซานตาบาร์บาราเหมือนเสม็ดตรงไหน?

            ที่จริงแล้ว ซานตาบาร์บาราไม่เหมือนเสม็ดหรอกครับ ด้วยลักษณะทางภูมิศาสตร์ มันเหมือนกับ ‘บ้านเพ’ มากกว่า ตรงที่เป็นเมืองที่อยู่บนแผ่นดิน แล้วมีเกาะล้อมอยู่ด้านนอก ทำให้บริเวณผืนทะเลแถบนั้นมีลักษณะคล้าย ๆ กับ ‘ช่องแคบ’ จึงเรียกกันว่าเป็น Santa Barbara Channel

            ตรงนี้เองครับที่มีลักษณะคล้ายกับพื้นที่บริเวณเกาะเสม็ด

            หมู่เกาะในซานตาบาร์บาราแชนเนลนั้นมีความงดงามมาก ทำให้มีนักท่องเที่ยวนิยมออกไปพักผ่อนเที่ยวชมความงามของธรรมชาติกันเป็นจำนวนมาก มีทั้งที่ขึ้นไปบนเกาะ ไปชมวาฬ และยังเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติ Channel Islands ด้วย เกาะเสม็ดของเราก็มีลักษณะเหมือนกัน เพราะบริเวณนั้นเป็นอุทยานแห่งชาติเขาแหลมหญ้า-หมู่เกาะเสม็ด ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของไทย

            อีกอย่างหนึ่งที่ดูเหมือนไม่คล้าย แต่จริง ๆ ต้องถือว่าคล้ายกันอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในบริเวณช่องแคบซานตาบาร์บารานั้น มีบ่อนํ้ามันในทะเลอยู่หลายแห่ง เกาะเสม็ดของเราแม้จะไม่ได้มีบ่อนํ้ามัน แต่อยู่ไม่ห่างจากเขตอุตสาหกรรมและโรงกลั่นนํ้ามันมากนัก เพราะฉะนั้น พื้นที่อันงดงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวทั้งสองแห่งนี้จึงมีลักษณะที่ ‘เปราะบาง’ ต่อการเกิดความผิดพลาดทางอุตสาหกรรมได้ไม่ยากนัก

            และในบ่ายวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2512 ความผิดพลาดนั้นก็ได้เกิดขึ้นมาจริง ๆ

            นั่นคือเหตุการณ์นํ้ามันรั่วไหลที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา ณ เวลานั้น และแม้กระทั่งถึงทุกวันนี้ ก็ยังถือว่าใหญ่เป็นอันดับสามในประวัติศาสตร์นํ้ามันรั่วของอเมริกา!

            ในวันนั้น ฝันร้ายทางสิ่งแวดล้อมเกิดขึ้นเมื่อแท่นขุดเจาะนํ้ามันของบริษัทยูเนียนออยล์ (ปัจจุบันคือยูโนแคล) ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งออกไปหกไมล์เกิดระเบิดขึ้น คนงานขุดเจาะนํ้ามันได้ขุดเจาะบ่อนํ้ามันที่อยู่ลึกลงไปใต้พื้นสมุทร 3,500 ฟุต แต่เกิดความผิดพลาดขึ้น แรกทีเดียว ก๊าซธรรมชาติระเบิดพลุ่งขึ้นมาก่อน วิธีแก้ไขที่ผิดพลาดก็คือการ ‘อุด’ รูรั่ว แต่ปรากฏว่ายิ่งไปสร้างแรงดันมหาศาลให้เกิดขึ้น ผลก็คือเกิดรอยแตกเป็นแนวขึ้นบนพื้นสมุทรหลายแนว ทำให้ทั้งนํ้ามันและก๊าซธรรมชาติรั่วออกมาจากใต้พื้นผิวโลก

            และนั่นคือหายนะ!

            เพียง 14 นาทีหลังการระเบิด นํ้ามันรั่วไหลขึ้นมาถึงผิวนํ้า และรั่วไหลออกมาติดต่อกันนานถึง 11 วัน โดยมีลักษณะเป็นฟองเหมือนนํ้าเดือดปุด ๆ แต่ไม่ใช่นํ้า มันคือนํ้ามันดิบสีดำที่ผุดขึ้นมา โดยคาดกันว่าน่าจะผุดขึ้นมาจากรอยแตกบนพื้นสมุทรมากถึงห้ารอย

            สองชั่วโมงครึ่งหลังเกิดการระเบิด เจ้าหน้าที่ของบริษัทยูเนียนออยล์รายงานต่อหน่วยรักษาการณ์ชายฝั่งว่าเกิดระเบิดขึ้น แต่ไม่มีนํ้ามันรั่วไหลอะไร ทั้งยังปฏิเสธความช่วยเหลือต่าง ๆ จากหน่วยรักษาการณ์ชายฝั่งด้วย เพราะคาดว่าสถานการณ์ทั้งหมดนั้นอยู่ในความควบคุม

            ความร้ายแรงปรากฏให้เห็นในวันรุ่งขึ้น เมื่อหน่วยรักษาการณ์ชายฝั่งขึ้นบินสำรวจ และสามารถ ‘เห็น’ ได้ด้วยตาเปล่าว่ามีนํ้ามันรั่วไหลจากฐานขุดเจาะแผ่ออกไปทั้งทางตะวันออก ตะวันตก และทางใต้ความยาวหลายไมล์ ประมาณในตอนนั้นว่าน่าจะกินพื้นที่ราว 75 ตารางไมล์ หรือ 200 ตารางกิโลเมตร ทั้งที่เพิ่งเกิดการระเบิดได้ไม่ถึง 24 ชั่วโมง นั่นแปลว่าไม่ใช่เรื่องเล็ก ๆ แล้ว

            เมื่อรู้เรื่องนี้ สื่อมวลชนก็เจาะลึกทันทีด้วยการขอคำยืนยันจากสำนักงานใหญ่ของยูเนียนออยล์ในลอสแองเจลิส ซึ่งก็ได้รับคำยืนยันจากรองประธานบริษัทว่าการรั่วไหลนั้นมีขนาดเล็ก ไม่ได้ใหญ่โตอะไร และทุกอย่างจะอยู่ในความควบคุมโดยใช้เวลาไม่นานนัก ทั้งยังประเมินด้วยว่า นํ้ามันน่าจะรั่วไหลออกมาวันละราว 5,000 แกลลอน แต่มีการประเมินภายหลังพบว่านํ้ามันรั่วไหลทั้งหมดมากกว่า 200,000 แกลลอนด้วยกัน

            หลังการระเบิดสามวัน บังเอิญเกิดพายุฤดูหนาว ทำให้ซานตาบาร์บารานํ้าท่วมใหญ่ ต้องถือว่าเป็นโชคดีในโชคร้าย เพราะนํ้าจืดที่มาจากฝนไหลลงทะเล จึงช่วย ‘ผลัก’ คราบนํ้ามันออกห่างจากฝั่ง ไปโดยมีอิทธิพลของกระแสนํ้าและกระแสลมในท้องถิ่นร่วมด้วย อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 4 กุมภาพันธ์ กลับเกิดพายุใหญ่อีกครั้ง คราวนี้ทำให้ลมพัดไปในอีกทิศทางหนึ่ง จึงผลักให้คราบนํ้ามันไหลขึ้นเหนือ ซึ่งตรงกับบริเวณท่าเรือซานตาบาร์บาราและชายหาดทางตอนใต้ของเมืองพอดี

            มีการวางทุ่นดักนํ้ามันเอาไว้ไม่ให้คราบนํ้ามันเข้ามาบนชายฝั่งได้ แต่เพราะพายุพัดแรงและนํ้ามันนั้นหนามากถึง 8 นิ้ว ผลก็คือทุ่นดักนํ้ามันใช้ไม่ได้ผล เช้าวันรุ่งขึ้น ทั่วทั้งท่าเรือก็เต็มไปด้วยคราบนํ้ามันดิบหนาหลายนิ้ว เรือที่จอดอยู่ในท่าเรือกลายเป็นสีดำ ผู้คนต้องอพยพหนี เพราะมีการใช้สารเคมีกำจัดนํ้ามัน และหลายคนก็หวั่นเกรงว่าไอของนํ้ามันอาจทำให้เกิดการระเบิดขึ้นมาได้

            เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน และฉับพลันทันใดนั้น ซานตาบาร์บาราก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 

            ผลกระทบทางนิเวศวิทยานั้นร้ายแรงมาก กระแสนํ้าที่พัดเข้าฝั่งพาเอาซากของแมวนํ้าและโลมาเข้ามาด้วย นํ้ามันไปอุดช่องหายใจของโลมา ทำให้พวกมันหายใจไม่ได้ นํ้ามันดิบยังเป็นพิษต่อสัตว์อื่นๆ ด้วย แม้กระทั่งสัตว์ขนาดใหญ่อย่างวาฬสีเทา ที่ปกติจะใช้เส้นทางอพยพหลักผ่านช่องแคบนี้เพื่อไปผสมพันธุ์ที่บาฮากาลิฟอร์เนีย ก็ยังเปลี่ยนเส้นทางอพยพ ไม่ใช่แค่ในตอนนั้น แต่หลังจากนั้นอีกหลายปีด้วย

            คราบนํ้ามันยังมีผลกระทบต่อประชากรนกทะเล นกชายฝั่งทั้งหลายที่จิกกินสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ ที่อาศัยอยู่ในทรายชายหาดหายไปจากบริเวณนั้นเกือบหมด เพราะไม่มีอาหารให้มันกินอีกแล้ว ในขณะที่นกประเภทที่กินปลาและดำนํ้าได้ต้องทนทุกข์ทรมานมากกว่า เพราะพวกมันถูกนํ้ามันเคลือบตัวจนตาย

            สวนสัตว์ซานตาบาร์บารากลายเป็นศูนย์กลางในการรักษาสัตว์ฉุกเฉินที่เกิดขึ้นเพราะหายนะครั้งนี้ มีอาสาสมัครจำนวนมากไปช่วยล้างนํ้ามันออกจากนกชายหาด นกจำนวนมากป่วยหนัก ขนของมันแช่อยู่ในนํ้ามันจนหนัก ขยับเขยื้อนเคลื่อนที่ไม่ได้ จึงจับตัวได้ไม่ยากนัก ต้องนำนกเหล่านี้มาล้างด้วยสารเคมีบางอย่างเพื่อให้นํ้ามันออกไป แล้วจากนั้นก็ต้องให้ความอบอุ่นพวกมันเพื่อไม่ให้เป็นนิวมอเนีย พบว่านกเหล่านี้มีอัตรารอดชีวิตเพียงไม่ถึงหนึ่งในสามเท่านั้น และจำนวนมากตายอยู่บนชายหาดที่เคยใช้เป็นที่หากิน

            เฟร็ด แอล. ฮาร์ตลีย์ ประธานบริษัทยูเนียนออยล์ ให้สัมภาษณ์ว่า

            “ผมไม่อยากเรียกมันว่าหายนะ เพราะไม่มีการสูญเสียชีวิตมนุษย์เลย ผมประหลาดใจมากกับความตื่นเต้นของสาธารณะที่มีต่อนกเพียงไม่กี่ตัว”

            ต้องใช้เวลากว่า 11 วัน กว่าจะควบคุมการรั่วไหลของนํ้ามันได้ โดยคนงานต้องปั๊มสารเคมีลงไปในอัตรา 1,500 บาร์เรลต่อชั่วโมง แล้วอุดด้วยซีเมนต์ ส่วนนํ้ามันที่อยู่บนผิวนํ้า ต้องใช้เครื่องบินโปรยสารเคมีลงไปบนนํ้ามันเพื่อให้แตกตัว ตามชายฝั่งและท่าเรือ มีการนำฟางมาซับนํ้ามันบนผิวนํ้าและผืนทราย ส่วนก้อนหินใช้วิธีพ่นนํ้ากำจัดคราบนํ้ามัน

            นี่ไม่ใช่หายนะ?

            ที่จริงถ้าพายุครั้งที่สองไม่เกิดขึ้น คราบนํ้ามันก็อาจถูกพัดออกทะเลไป และไม่เกิดอะไรขึ้นก็ได้ แต่เมื่อเกิดหายนะครั้งนี้ขึ้น มีการสืบสวนพบว่าบริษัทนํ้ามันยูเนียนออยล์นั้นมีการขุดเจาะนํ้ามันตามที่ได้รับอนุญาตจากรัฐบาลกลาง โดยใช้เครื่องมือขุดเจาะที่ตํ่ากว่ามาตรฐานของรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่เพราะแท่นขุดเจาะอยู่ห่างชายฝั่งแคลิฟอร์เนียเกินกว่าสามไมล์ทะเล จึงไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานของรัฐดังกล่าว

            ข้อดีอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นกับหายนะครั้งนี้ก็คือเกิดการรวมตัวกันของ ‘คนรากหญ้า’ อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา และต่อมาก่อให้เกิดวัน Earth Day ขึ้นทั่วประเทศ หลายคนมองว่าปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์ครั้งนี้เป็นเหมือนการจุดประกายของขบวนการสิ่งแวดล้อมในสหรัฐอเมริกาด้วยซํ้าไป

            เพียงไม่กี่วันหลังเกิดเหตุการณ์ขึ้น มีการก่อตั้งขบวนการชื่อ Get Oil Out (GOO) ในซานตาบาร์บารา โดยรณรงค์ให้ลดการใช้รถยนต์ เผาบัตรเครดิตของบริษัทนํ้ามัน และควํ่าบาตรปั๊มนํ้ามันที่เกี่ยวข้องกับแท่นขุดเจาะนํ้ามันดังกล่าว มีประชาชนมากกว่า 100,000 ราย ร่วมกันลงชื่อเพื่อให้สั่งห้ามการขุดเจาะนํ้ามันนอกชายฝั่ง ส่งผลให้มีการหยุดการขุดเจาะชั่วคราว และมีการออกกฎหมายควบคุมการขุดเจาะที่เข้มงวดมากขึ้น

            ผลกระทบทางเศรษฐกิจยังเกิดต่อเนื่องไปตลอดปี เพราะชาวประมงต้องหยุดหาปลา การท่องเที่ยวก็ตกลงอย่างมาก ทรัพย์สินที่อยู่ตามชายฝั่งก็เสียหายเป็นจำนวนมากจากคราบนํ้ามัน ทั้งหน่วยงานรัฐบาลและประชาชนจึงฟ้องร้องเอาผิดกับบริษัทยูเนียนออยล์หลายคดี คดีดำเนินไปเป็นเวลาห้าปี ผลก็คือบริษัทยูเนียนออยล์ต้องจ่ายเงินให้กับเมืองซานตาบาร์บารา 4 ล้านเหรียญ ส่วนบรรดาเจ้าของโรงแรม บ้านตามชายหาด และสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ นั้น ยูเนียนออยล์ต้องจ่ายเงินอีกราว 6.5 ล้านเหรียญ ส่วนธุรกิจประมงได้รับเงิน 1.3 ล้านเหรียญ นอกจากนี้ ยังต้องจ่ายเงินให้กับ County of Santa Barbara อีก 9.5 ล้านเหรียญ

            แต่ที่แย่ที่สุด ก็คือค่าใช้จ่ายเรื่อง ‘ชื่อเสียง’ ของบริษัทนั่นเอง!

            กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน กล่าวว่า

            “เป็นเรื่องเศร้าที่ซานตาบาร์บาราต้องกลายมาเป็นตัวอย่างที่สร้างความสนใจให้กับประชาชนอเมริกันทั้งประเทศ ปัจจัยที่เกี่ยวข้องคือการใช้ทรัพยากรทางทะเลและทรัพยากรบนแผ่นดินด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพมากกว่านี้ และด้วยความห่วงใยในการรักษาความงามและทรัพยากรธรรมชาติอันเป็นสิ่งสำคัญมากต่อสังคมแบบใดๆ ก็ตามที่เราต้องการในอนาคต เหตุการณ์ที่ซานตาบาร์บารานั้น กระทบต่อมโนธรรมสำนึกของประชาชนอเมริกันอย่างแจ้งชัด”

            ผมกำลังคิดว่า ข้อดีของหายนะที่ซานตาบาร์บาราก็คือ อย่างน้อยที่สุดมันได้ ‘ปลุก’ ผู้คนให้ลุกขึ้นต่อสู้จัดการกับ ‘บริษัทยักษ์ใหญ่’ ที่เป็นผู้ผลิตนํ้ามัน และก่อให้เกิดผลดีในการตระหนักรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมโดยมีรัฐบาลที่มี ‘มโนธรรมสำนึก’ ยืนอยู่เคียงข้างเสียงของประชาชนด้วย

            นํ้ามัน 200,000 แกลลอน ที่รั่วไหลออกมาใน 11 วัน จึงไม่ใช่การรั่วไหลเสียเปล่า แต่ทำให้ประชาชนได้เห็น ‘วิธีคิด’ ของบริษัทผู้ผลิตนํ้ามัน และลุกขึ้น ‘ส่งเสียง’ สะท้อนกลับไปว่า-เรายอมให้เป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้ว และพวกเขาก็รวมตัวกันได้จริง ส่งเสียงได้ ‘ดัง’ จริง เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นกับประเทศของตนจริง

            โธมัส สตอร์ค บรรณาธิการข่าวของ Santa Barbara News Press กล่าวว่า

            “ในชีวิตของผม ผมไม่เคยเห็นมาก่อนเลยถึงผู้คนที่ตื่นตัวกันถึงระดับรากหญ้า มลพิษนํ้ามันครั้งนี้ได้สร้างบางสิ่งที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อนในซานตาบาร์บารา มันรวมพลเมืองจากทุกแนวคิดทางการเมืองให้เป็นหนึ่ง และมีอุดมการณ์ร่วมเดียวกัน”

            แล้วเสม็ดเล่า?


เรื่อง โตมร ศุขปรีชา

^ top ^